อุตรดิตถ์ชาวสวนเผาสับปะรดห้วยมุ่นประชดราคาตกต่ำร้องบิ๊กตู่ช่วยถามหาผู้ว่าอยู่ไหน

28

 

อุตรดิตถ์ชาวสวนเผาสับปะรดห้วยมุ่นประชดราคาตกต่ำร้องบิ๊กตู่ช่วยถามหาผู้ว่าอยู่ไหน

อุตรดิตถ์ชาวสวนเผาสับปะรดห้วยมุ่นประชดราคาตกต่ำ “ห้วยมุ่น” พันธุ์เด่นสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดอุตรดิตถ์ เรียกร้องให้ “นายกตู่” ช่วยด้วย ถามหาผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ไหน ให้เข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาสับปะรดขายไม่ได้ เหตุพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อน้อย เพราะผลผลิตออกมาเยอะมากกว่าปีที่แล้ว เฉลี่ยรับซื้อ-ขายทุกสวนเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกันภายในหมู่บ้านและตำบล ยอมทุกข์เหมือนกัน ที่เหลือต้องปล่อยให้สุกจนเน่าคาต้นเกิน 50% เรียกร้องให้หน่วยงานเกี่ยวข้องหาตลาดและพ่อค้าแม่ค้ารับซื้อผลผลิตในพื้นที่กระจายออกสู่ภูมิภาคทั้ง 4 แห่งทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่สวนผลไม้สับปะรด หมู่ 2 ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ นางสมพล พอแห้ว อายุ 61 ปี ชาวสวนผู้ปลูกสับปะรด”ห้วยมุ่น” พร้อมชาวสวนด้วยกัน เดินไล่เก็บผลผลิตสับปะรดพันธุ์สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดและอำเภอ และกำลังออกผลผลิตในไร่ที่ปลูกอยู่ จำนวนทั้งสิ้น 36 ไร่ สุกและเน่าเสียคาสวน 22 ไร่ สับปะรดขายไม่ได้เพราะไม่มีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อ จำเป็นต้องปล่อยผลสับปะรดที่ได้จนสุกและเน่าเสียคาต้น จึงหยิบลูกสับปะรดที่เน่าเสียนำมากองรวมกัน พร้อมเขียนข้อความด้วยหมึกสีน้ำเงินลงในแผ่นกระดาษสีน้ำตาลว่า เน่า คา ต้น, นายก “ตู่” ช่วยด้วย, ผู้ว่าอยู่ไหน, ปักเอาไว้ที่กองสับปะรด เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาสับปะรด ที่ราคากำลังตกต่ำและขายไม่ได้ราคา จากนั้น ชาวสวนนำสับปะรดที่กำลังสุกและเน่าเสียนำมากองรวมกันที่หมู่บ้าน พร้อมนำป้ายข้อความ สับปะรดห้วยมุ่นเน่าเสียคาต้นมาปักเอาไว้ แล้วนำน้ำมันเบนซินจากแกลลอนมาเทราดใส่กองผลไม้ จากนั้นก็จุดไฟเผาทันที เพื่อเป็นการประชดราคาสับปะรดที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดในพื้นที่ห้วยมุ่นที่ขายไม่ได้ราคา มีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อในพื้นที่น้อย แถมไม่มีตลาดรองรับเพื่อกระจายสินค้าออกสู่ต่างจังหวัด นายถวิล อินดวง รองนายก อบต.ห้วยมุ่น กล่าวว่า สับปะรดห้วยมุ่นมีเอกลักษณ์คุณลักษณะที่โดดเด่นกว่าสับปะรดทั่วไปตรงที่เนื้อหนาสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้ง ตาตื้น เวลาปอกไม่ต้องเซาะร่อง รับประทานแล้วไม่กัดลิ้น ด้วยเอกลัษณ์พิเศษนี้ จึงได้จดทะเบียนสิทธิบัตร (GI)จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของคนในพื้นที่ เป็นสับปะรดที่มีคุณภาพและอร่อยที่สุดในโลก นายถวิล กล่าวว่า ชาวห้วยมุ่น จำนวน 8 หมู่บ้าน ทุกครัวเรือนจะปลูกผลไม้สับปะรดแทบทุกหลังคาเรือน รวมมีพื้นที่ปลูกกว่า 30,000 ไร่ ให้ผลผลิตกว่า 150,000 ตัน ออกช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฏาคม และออกเดือนนี้ประมาณกว่า 80,000 ตัน ด้วยผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ประกอบกับพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามารับซื้อมีจำนวนน้อยจึงทำให้ราคาตกต่ำ สับปะรดเมื่อไม่มีใครซื้อก็ต้องปล่อยให้สุกและเน่าเสียคาต้น คิดแล้วมีมากกว่า 50% ที่ต้องเสียไป
” อยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ ด้วยการหาพ่อค้าแม่ค้าจากต่างถิ่นเข้ามารับซื้อผลผลิตภายในพื้นที่มากขึ้น รวมถึงหาตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัดแต่ละภูมิภาคทั้ง 4 แห่งทั่วประเทศ อาทิ เหนือ กลาง อีสาน ใต้ หรือตลาดกลางสินค้าขนาดใหญ่ที่กรุงเทพ เพื่อนำสับปะรดห้วยมุ่นออกไปกระจายขายในแต่ละจังหวัดเป็นการพยุงราคาที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ให้ดีขึ้น ” นายถวิลกล่าว
ด้าน นางสมฤทธิ์ พิมพ์อูบ ชาวสวนและผู้รับซื้อสับปะรด กล่าวว่า ปีที่แล้วสับปะรดซื้อราคาเหมารวมกิโลกรัมละ 12-15 บาท ปีนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าปีที่แล้วหลายเท่าตัวทำให้ราคาตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 สตางค์ ถึง 5 บาท เพราะเศรษฐกิจไม่ดีต้องเลือกซื้อแบบคัดเกรด วิธีซื้อผลผลิตจากชาวสวนต้องแบ่งเฉลี่ยรับซื้อผลผลิตจากชาวสวนเท่าเทียมกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถขายผลผลิตของตนเองได้ หากไม่เฉลี่ยให้ชาวสวนด้วยกันก็จะทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ปัญหาตามมาภายหลังโดยเฉพาะเรื่องความสามัคคีภายในหมู่บ้านและตำบลจะเกิดการแตกแยกทันที การซื้อเฉลี่ยถือเป็นการช่วยเหลือกันภายในหมู่บ้าน ทุกข์ก็ทุกข์เหมือนกัน ผลผลิตที่ออกมามากแต่รับซื้อในจำนวนน้อย สับปะรดจำนวนครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าที่เหลืออยู่ในสวน จำเป็นต้องปล่อยให้สุกและเน่าคาสวน ดีกว่าตัดออกมาแล้วไม่มีใครรับซื้อหรือขายไม่ได้ทำให้สิ้นเปลืองค่าตัด ชาวสวนขาดทุนหนักขึ้นไปอีก –  ปวินท์ อินกล่ำ รายงาน

Comments

comments

Comments are closed.